ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เป็นไวรัสที่สามารถทำให้เกิดโรคได้หลายระบบของร่างกาย ทั้งไข้หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ท้องเสีย และตาแดง โดยเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ ผู้ปกครองควรสังเกตอาการ เช่น ซึม ไม่ดื่มน้ำหรืออาหาร และรีบพาไปพบแพทย์
ไวรัสอะดีโนสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวสิ่งของได้นานถึง 30 วัน ทำให้สามารถระบาดได้ตลอดปี โดยไม่จำกัดฤดูกาล การแพร่เชื้อเกิดได้หลายช่องทาง ทั้งจากฝอยละออง เช่น การไอหรือจามใกล้กัน ผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อไวรัส
อาการติดเชื้อไวรัสอะดีโนมีความแตกต่างกันตามระบบที่ถูกเชื้อโจมตี โดยมักมีไข้ร่วมกับอาการอื่น เช่น เจ็บคอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บหู ตาแดง หรือท้องเสีย ในเด็กเล็กอาจมีอาการรุนแรง หากพบว่าซึมหรือไม่ดื่มน้ำ ผู้ปกครองควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
การตรวจวินิจฉัยไวรัสอะดีโนสามารถทำได้โดยเก็บสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก คอ หรือขี้ตา เพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือเก็บอุจจาระเพื่อตรวจหาเชื้อ
การดูแลผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เน้นการบรรเทาอาการ เช่น ให้พักผ่อนเพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยล้างจมูก หรือให้ยาลดไข้ตามความจำเป็น ส่วนเด็กที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัว อาจต้องดูแลในโรงพยาบาล โดยให้น้ำเกลือ พ่นยาขยายหลอดลม หรือออกซิเจน
สำหรับการป้องกันไวรัสอะดีโน สิ่งสำคัญคือการรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ ทำความสะอาดพื้นที่ภายในบ้าน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ และของเล่นของเด็ก และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในพื้นที่คนแออัด รวมถึงสอนเด็กให้ปิดปากและจมูกขณะไอหรือจาม
การรับรู้และเฝ้าระวังอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งไวรัสอะดีโนสามารถทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้รับผลกระทบ หากผู้ปกครองพบความผิดปกติ ควรพาเด็กไปพบผู้เชี่ยวชาญทันที
